วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Facebook Fanpage กับ Group - จุดประสงค์การใช้งานที่ต่างกัน


จะสร้างอะไรระหว่าง Facebook Fanpage
กับ Group (Cover) 
- จุดประสงค์การใช้งานที่ต่างกัน




ตั้งแต่เฟสบุ๊ค ได้เปิดฟีเจอร์ “กลุ่ม” ขึ้นมา …ผมเห็นหลายๆคนใช้ “กลุ่ม” ในทางที่เหมาะสม หรือบางคนสร้างแฟนเพจ แทนที่จะทำเป็นกลุ่ม   …ความไม่เหมาะสมที่ผมว่า เช่น สร้างกลุ่มเพื่อขายของ …มันคือการใช้กลุ่มไปในบทบาทที่ผิด ถ้าจะขายจะสร้างแบรนด์  ผมมองว่ายังไงก็ควรใช้ แฟนเพจมากกว่า  ทำแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับการแทกโฆษณา

แฟนเพจ กับ กลุ่ม ผมมีทั้งสองอย่าง และใช้ต่างกัน ผมสร้างกลุ่มเพื่อพูดคุยกับเพื่อน เพื่อนที่เคยเรียนด้วยกันพูดคุยกันในวงจำกัด  ส่วนแฟนเพจ สร้างไว้ให้ผู้ที่สนใจอัพเดทข่าวสาร และรับจำนวนไม่จำกัด  ดังนั้นทั้งสองอย่างผมกำหนดบทบาทไว้ต่างกัน สื่อสารกับคนในกลุ่มที่มีจำนวนจำกัด กับ สื่อสารกับคนทั่วประเทศและรับจำนวนไม่จำกัด



















สิ่งที่ต่างกันอีกอย่างคือ “ความน่าเชื่อถือ” กลุ่มไม่เหมาะกับสินค้า แบรนด์ เว็บ ผลิตภัณฑ์ต่างๆ การที่มีสมาชิกมากแค่ไหน ก็ไม่ได้หมายความว่ากลุ่มนั้นเป็นที่นิยมเสมอไปเพราะกลุ่มมันลากใครมาเป็นสมาชิกก็ได้ โดยที่สมาชิกไม่ได้ทำอะไรเลย  ตรงกันข้ามกับแฟนเพจ  คนที่กด Like คือส่วนใหญ่คือคนที่เขา “สนใจ” จริงๆ

กลุ่มเหมาะกับการมีไว้พูดคุยกับสมาชิกที่มีอย่างจำกัด เช่น เพื่อนร่วมห้อง เพื่อนร่วมรุ่น เพือนชมรม เพื่อนเล่นเกมส์ ฯลฯ  พูดคุยกันเรื่องในแบบที่เป็น “เรา”  ในวงที่มีอย่างจำกัด ควรจะ “จำกัด” เพราะเวลาที่มีการโพสมันจะไม่รบกวนสมาชิกมากเกินไป  ที่สำคัญคนในกลุ่มควรเป็นกลุ่มที่สนใจเรื่องเดียวกันจริงๆ ไม่ใช่สักแต่ว่าจะให้กลุ่มใหญ่โต แล้วไปเพิ่มคนที่ไม่เกี่ยวข้อง  …เป็นการสร้างความรำคาญอย่างหนึ่ง

หลักสำคัญ กลุ่ม คือ การสื่อสารระหว่าง
สมาชิกกับสมาชิก


ในส่วนของของ แฟนเพจ เหมาะสำหรับ บุคคล สินค้า แบรนด์ต่างๆ ที่ต้องการสมาชิกแบบไม่จำกัดจำนวน หรือเป็นกลุ่มที่ขนาดใหญ่ ตั้งแต่ระดับพันจนถึงล้าน  และต้องการลูกเล่นต่างๆ เช่น สร้างโปรโมรชั่น กระดานสนทนา หน้าแนะนำองค์กรณ์ ฯลฯ แฟนเพจมีพร้อม





ขอบคุณที่มาให้เตือนใจ : http://makky.in.th/781/






วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ข้อดี ข้อเสีย Android และ Iphone - (มุมมอง)

มันก็มีข้อดีข้อเสียกันทั้งสองระบบนะครับ คุยกันดีๆ ก็ได้นี่ครับ ใครชอบอะไรก็ใช้ไปทำไมต้องมาด่ากัน



iPhone
ข้อดี
1. ระบบเสถียร (เพราะทำเองทั้ง OS ทั้ง Hardware และเข้มงวดเรื่อง APP)

2. ใช้งานง่าย (เพราะไม่ค่อยเปิดให้ตั้งค่าอะไรได้มากมายนัก)

3. ใช้แล้วดูดี (เพราะเครื่องมันแพง ต้องมีตังค์พอสมควรถึงจะซื้อได้)

ข้อเสีย

1. ไม่มีตัวเลือกด้าน Hardware และระดับราคา (iPhone iPAD เลือกได้แค่จะเอา Storage มากแค่ไหน ราคาเริ่มต้นค่อนข้างสูง)

2. ขาดความยืดหยุ่นในการถ่ายโอนและแลกเปลี่ยนข้อมูล (ต้องผ่าน iTune เท่านั้น Sync ได้กับพีซีแค่เครื่องเดียวเท่านั้น ถ้าจะเปลี่ยนเครื่อง Sync ต้องล้างข้อมูลใน iPhone iPAD ออกให้หมดก่อน)

3. APP เยอะจริงแต่ส่วนใหญ่ต้องซื้อ

4. ไม่รองรับ Adobe Flash (เว็บไซท์ส่วนใหญ่มี Adobe Flash แต่ Apple หักดิบ User ไม่รองรับ Adobe Flash ทำให้การแสดงบนหน้าเว็บไม่สมบูรณ์)

---------------------------------------------------------------------------------------------------------



Android
ข้อดี

1.ตัวเลือกในการใช้งานหลากหลายทั้ง Hardware และระดับราคา (มีผูผลิตจากหลากหลายบริษัท
และรองรับสเปคเรื่องที่กว้างกว่าทำให้กลุ่มผู้ใช้มากกว่า)

2. มีความยืดหยุ่นในการใช้งานสูง

3. APP เยอะและส่วนใหญ่ฟรี

4. รองรับ Adobe Flash

ข้อเสีย

1. เสถียรภาพสู้ IOS ไม่ได้ (เพราะต้องรองรับ Hardware ที่หลากหลายกว่า)

2. สามารถปรับแต่งใด้มากทำให้ดูใช้งานยากกว่า (สำหรับมือใหม่)





สรุปว่าใครชอบแบบใหนก็เลือกเอาครับ!

มันก็เหมือนซื้อรถนั้นแหละ ถ้าใครตังค์เหลือซื้อเบนซ์มาขับ
ก็ไม่แปลก เงินน้อยหน่อยก็ยังมีโตโยต้า ฮอนด้าให้ขับ แต่คน
ที่ขับโตโยต้า ฮอนด้าไม่ได้หมายความว่าจน เค้าอาจคิดว่า
เบนซ์มันไม่จำเป็นก็ได้ หรือคนรวยๆ เค้าอาจจะไปเลือกเล็กซัส
ของโตโยต้า หรูหราดีเหมือนเบนซ์ แต่จ่ายน้อยกว่า จริงมั้ย
ครับ

จะว่าไปแล้วโดยประวัติที่ผ่านมาแล้ว Apple ทำ OS มานานแล้วนะครับ Android เพิ่งจะเริ่มต้นเอง จะเอาโครงสร้างพื้นฐานมาดีกว่า Apple ได้ไง

ซึ่งของนัก programmer มืออาชีพเค้าได้บรรยายให้ฟังไว้ว่า กว่า Android มาถึงจุดนี้ได้ถือว่าสุดยอดแล้วครับ ต้องบอกว่าโดยสถิติแล้วคนใช้ Android ในสมาร์ทโฟนนั้น มากกว่าคนใช้ IOS ทิ้งกันไม่เห็นฝุ่น(เพราะเป็น OS ฟรี และ ผู้ผลิตมือถือแบรนด์ต่างๆเอาไปพัฒนาต่อยอดใน เครื่องตนเองได้หลากหลาย)

และที่ผ่านมา Android ก็ต้องพัฒนาให้ตอบสนองนักพัฒนาเยอะกว่าและเยอะกว่า เพราะว่ามันมีลูกค้าอยู่จำนวนมหาศาล และความต้องการไม่เหมือนกันเลย มันเลยต้องพัฒนาให้ตอบสนองผู้บริโภคมากกว่า

มาถึงจุดนี้ ก็เป็นเพราะ Android มันเป็นระบบเปิด โครงสร้างพื้นฐานจึงต้องยืดหยุ่นมาก เมื่อยืดหยุ่นมากก็ทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้ทุกจุด ในขณะที่ IOS รู้ว่าจะต้องเกิดข้อผิดพลาดตรงไหน ความผิดพลาดมันมาจาก Hardware และ Program ตัวใด ปัญหาเกิดจากโครงสร้างทางวิศวกรรม ส่วนใด มันระบุปัญหาได้ง่ายกว่า ทำให้ไม่จำเป็นต้องการให้มีการแก้ไขมากนัก



ดังนั้นระบบปิดจึงค่อนข้างมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีกว่า เพราะไม่ต้องยืดหยุ่น แต่ถ้ามองว่าเพราะมันยืดหยุ่นได้มากกว่ามันถึงดีกว่า อันนี้ก็ต้องตอบว่า แล้วแต่คนคิดครับ พูดไม่จบครับ

เหมือนกับเรา เรียนทุกอย่าง เรียนหมด ทำเป็นทุกอย่าง แต่เจาะลึกไม่ได้ กับเรียนมันอย่างเดียวให้ชำนาญที่สุด เหมือนแพทย์เฉพาะทาง หรือ วิศวกรเฉพาะทาง เก่งเฉพาะทางจริงๆ ถามว่าอันไหนดีกว่าตอบไม่ได้ครับ

อย่างถ้าเราไปอยู่ในสถานที่ขาดแคลนแรงงาน รู้เยอะดี สามารถทำได้หลายอย่าง แต่ถ้าอยู่ในสถานที่มีแรงงานเหลือเฝือ เฉพาะทางดีกว่า เพราะกลายเป็นว่างานอย่างนี้ใครๆ ก็ทำเป็นกัน แต่ที่ รู้เยอะ เฉพาะทางและรู้ลึก มันมีคนเดียวเท่านั้น

ดังนั้น ต่างคน ต่างมีความดีของตัวมันเอง เลือกที่จะใช้อย่างเหมาะสมครับ ก็จะดีที่สุดสำหรับเรา แล้วจะไปแคร์อะไรอีก อยู่บนพื้นฐานพอดี พอเพียง ก็เพียงพอครับ




เรื่อง Multitasking และทำไม Android ถึงไม่ลื่น - น่าคิด








เหตุของปัญหา Android ไม่ลื่นมันเกิดจากการออกแบบระบบตอนเริ่มต้น ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับ Touch screen แต่ออกแบบมาเพื่อสู้กับ Blackberry

จนเมื่อ iPhone ออกมาก่อน เจ้า Android เลยเปลี่ยนเป้าหมายไปสู้กับ iPhone แทน โดยยังไม่ทิ้งรากฐานเดิมที่เป็นระบบเพื่อการควบคุมแบบปุ่ม รวมถึงระบบการวาดหน้าจอที่เหมาะสำหรับการวาดหน้าจอทีละบรรทัดเหมือนเลื่อนข้อความใน bb ครับ ส่วน iPhone จะเป็นรูปแบบการวาดหน้าจออีกลักษณะหนึ่ง ที่เป็นลักษณะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยม



ทำให้สามารถเลื่อนได้อิสระกว่านอกจากนี้ iPhone ถูกออกแบบโดยเก็บเป็นความลับสุดยอดมาตลอด และสตีฟ จ็อบส์ให้ความสำคัญกับการตอบสนอง และความลื่นของหน้าจอมากๆ ระบบเลยออกแบบให้งานวาดหน้าจอมีความสำคัญระดับสูงสุดของระบบ ที่เรียกว่าระดับ Real-time

คือแม้มีการเลื่อนหน้าจอมากๆ ระบบจะทุ่มการประมวลทั้งหมดไปลงที่การวาดหน้าจอ ที่บางคนเห็นว่าเมื่อมีการเลื่อนจอเร็ว เว็บถึงกับหยุดโหลดเพื่อให้เลื่อนจอให้เสร็จก่อนและระบบการทำงานของ iPhone กับ Android ก็แตกต่างกัน ดั่งปรัชญาการผลิตที่ต่างกัน คือไอโฟนยอมที่จะสละบางอย่าง เพื่อให้งานบางอย่างออกมาดีที่สุด



ในที่นี้ก็คือระบบ Mulltitask แกนๆ ของ iPhone ที่จะไม่มีการประมวลผลเบื้องหลัง แต่จะแช่แอพไม่ให้ทำงานไว้อย่างนั้น เว้นไว้เพียงบางเรื่องที่ API เปิดให้ทำงาน เช่นแผนที่ หรืองานเล็กๆ ที่ต้องทำให้เสร็จอย่างการอัพโหลด ในขณะที่ android ทำงานเหมือนคอมพิวเตอร์ คือทุกงานไว้ว่าจะเปิดอยู่ หรืออยู่บน background ทำงานได้หมด ซึ่งความแตกต่างในจุดนี้ ทำให้ Android กินแรงซีพียูมาก กินแรมมาก เพื่อรักษางานทุกอย่างให้รันต่อไปได้

ส่วน iPhone จะทุ่มแรงและทรัพยากรทั้งหมดเพื่องานที่อยู่ตรงหน้า ทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่ามันตอบสนองดีกว่าทางออกของ android เรื่องความลื่นของระบบจึงออกมาในรูปของการอัดระบบ อัดซีพียู อัดแรมให้สูงขึ้นเรื่อยๆ ส่วน iPhone สามารถทำงานได้ดีแม้แรม 512 เพราะมันไม่ต้องเหนื่อยกับภาระงานเบื้องหลังใน multitask ครับ

นอกจากนี้ถ้าจะแก้ปัญหาความลื่นของการแสดงให้เท่ากับไอโฟนโดยไม่ต้องเพิ่มความเร็วระบบ ก็ต้องรื้อฐานของ OS ใหม่ ทำให่แอพที่มีอยู่ในปัจจุบันจะรันไม่ได้IOS กับ Android จึงแตกต่างทั้งการกำเนิด และปรัชญาการทำงาน แต่ก็ต้องมาสู้กันในปัจจุบันครับ



http://topicstock.pantip.com/mbk/topicstock/2012/04/T12009313/T12009313.html